โลโก้Smart Law FirmSmart Law Firmสำนักงานกฎหมาย

ตั้งผู้จัดการมรดก ทำอย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง ขั้นตอนศาลและข้อควรรู้

· · อ่านประมาณ 11 นาที

ภาพประกอบบทความตั้งผู้จัดการมรดก

เมื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดถึงแก่ความตาย ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกเป็น “กองมรดก” ทันที ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก หรือตลาดหลักทรัพย์ จะไม่อนุญาตให้ทายาทเข้าทำนิติกรรม โอนกรรมสิทธิ์ หรือเบิกถอนทรัพย์สินเป็นการส่วนตัว หากปราศจาก คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ที่ถึงที่สุด ทั้งนี้เพื่อป้องกันความรับผิดทางกฎหมายและข้อพิพาทระหว่างทายาท

การร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลจึงเป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่มีความสำคัญ รัดกุม และชัดเจนที่สุดในการจัดการทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต


ผู้จัดการมรดกคือใคร และมีหน้าที่ทางกฎหมายอย่างไร

ผู้จัดการมรดก คือ บุคคลที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของกองมรดก” ในการรวบรวมทรัพย์สิน จัดการชำระหนี้สินของเจ้ามรดก และแบ่งปันทรัพย์มรดกที่เหลือให้แก่ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม

ข้อควรทราบทางกฎหมาย:

  • ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียว: ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธินำทรัพย์สินในกองมรดกไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือจัดการทรัพย์สินตามอำเภอใจโดยขัดต่อสิทธิของทายาท
  • ความรับผิดทางอาญาและแพ่ง: หากผู้จัดการมรดกเบียดบังเอาทรัพย์มรดกเป็นของตน ละเลยหน้าที่ หรือแบ่งปันทรัพย์สินโดยทุจริต ทายาทมีสิทธิดำเนินคดีอาญาในข้อหา ยักยอกทรัพย์มรดก (มีโทษจำคุก) และฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้
  • กรอบระยะเวลาตามกฎหมาย: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้จัดการมรดกต้องเริ่มจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน จัดทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่เริ่มหน้าที่ และต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี

ใครมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล ได้แก่:

  1. ทายาทโดยธรรม: ทายาทตามกฎหมายทั้ง 6 ลำดับชั้น (ผู้สืบสันดาน, บิดามารดา, พี่น้องร่วมบิดามารดา, พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดา, ปู่ย่าตายาย, ลุงป้าน้าอา) รวมถึง คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย
  2. ผู้รับพินัยกรรม: บุคคลที่มีชื่อได้รับทรัพย์มรดกตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม
  3. ผู้มีส่วนได้เสีย: บุคคลที่มีสิทธิหรือส่วนได้เสียตามกฎหมายในทรัพย์มรดกนั้น เช่น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของเจ้ามรดก หรือผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินร่วมกับเจ้ามรดก

คุณสมบัติของผู้จัดการมรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1718)

บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้จัดการมรดก ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ดังนี้:

  • ต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ (มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย)
  • ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
  • ไม่เป็นบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย

เช็กลิสต์เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นคำร้องต่อศาล

การเตรียมเอกสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรงตามหลักเกณฑ์ของศาลเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คดีได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็ว โดยเอกสารหลักประกอบด้วย:

1. เอกสารเกี่ยวกับเจ้ามรดก (ผู้เสียชีวิต)

  • ใบมรณบัตร (ฉบับจริงหรือสำเนาคัดรับรอง)
  • ทะเบียนบ้านของเจ้ามรดก (ฉบับประทับตราจำหน่ายการตาย)
  • ทะเบียนสมรส หรือ ทะเบียนหย่า (ถ้ามี)
  • ใบเปลี่ยนชื่อตัว – นามสกุล (ถ้ามี)

2. เอกสารของผู้ร้องและทายาททุกคน

  • บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ร้องขอ
  • บัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของทายาททุกคนที่มีสิทธิรับมรดก
  • สูติบัตร (ใบเกิด) ของบุตรทุกคน หรือหลักฐานการรับรองบุตร
  • ใบมรณบัตรของทายาทลำดับก่อนหน้าที่เสียชีวิตไปแล้ว (เช่น ใบมรณบัตรของบิดามารดาเจ้ามรดก) เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าไม่มีทายาทลำดับเหนือกว่า
  • หนังสือให้ความยินยอมในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกจากทายาท (หากทายาททุกคนลงนามยินยอม ศาลจะไต่สวนได้รวดเร็วในนัดเดียว)

3. เอกสารแสดงความสัมพันธ์ทางครอบครัว

  • บัญชีเครือญาติ (แผนผังทายาท): จัดทำลำดับสายตระกูลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าเจ้ามรดกมีทายาทลำดับใดบ้าง มีใครที่ยังมีชีวิตอยู่ และใครที่เสียชีวิตไปแล้ว

4. เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและหนี้สิน

  • โฉนดที่ดิน, หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 / น.ส.3ก)
  • สมุดคู่ฝากบัญชีธนาคารทุกบัญชี
  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
  • ใบหุ้น, ใบรับรองการถือหน่วยลงทุน, เอกสารแสดงสิทธิในตลาดหลักทรัพย์
  • เอกสารแสดงภาระหนี้สิน (ถ้ามี) เช่น สัญญากู้ยืมเงิน, สัญญาจำนอง

5. พินัยกรรม (ถ้ามี)

  • ต้นฉบับพินัยกรรมที่เจ้ามรดกทำไว้ก่อนเสียชีวิต

ขั้นตอนการยื่นคำร้องต่อศาลและระยะเวลาดำเนินการ

การดำเนินการทางศาลในปัจจุบัน มีระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และระบบการไต่สวนทางไกลผ่านจอภาพ (Online) ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:

[เตรียมเอกสารและยื่นคำร้องผ่าน e-Filing]
                 │ (1–2 สัปดาห์)
                 ▼
[ประกาศศาล e-Notice System และส่งหมายแจ้งทายาท]
                 │ (กำหนดเวลาตามประกาศศาล 15–30 วัน)
                 ▼
[ศาลนัดไต่สวนคำร้อง (ที่ศาล หรือผ่านระบบออนไลน์)]
                 │ (วันนัดไต่สวน: พิจารณาคำร้องและมีคำสั่ง)
                 ▼
[รอพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ 1 เดือน (30 วัน)]
                 │
                 ▼
[ขอคัด "คำสั่งศาล" และ "หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด"]
                 │
                 ▼
[นำเอกสารไปดำเนินการทำนิติกรรม ณ ธนาคาร / ที่ดิน / ขนส่ง]
  1. การยื่นคำร้องต่อศาล: ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งที่เจ้ามรดก มีภูมิลำเนาขณะถึงแก่ความตาย (ดูจากที่อยู่ตามทะเบียนบ้านขณะเสียชีวิต)
  2. การประกาศนัดไต่สวน: ศาลจะลงประกาศในระบบ e-Notice System เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ และกำหนดวันนัดไต่สวน (โดยทั่วไปประมาณ 30–45 วันนับจากวันยื่นคำร้อง)
  3. การไต่สวนคำร้อง: ผู้ร้องเข้าเบิกความต่อศาลตามวันเวลานัด (ปัจจุบันหลายศาลอนุญาตให้ไต่สวนผ่านระบบออนไลน์ได้หากไม่มีข้อพิพาท) หากเอกสารครบถ้วน ทายาทให้ความยินยอม และไม่มีผู้ใดคัดค้าน ศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้งในวันดังกล่าว
  4. การขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด: เมื่อศาลมีคำสั่งแล้ว ต้องรอให้พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง จึงจะยื่นคำร้องขอคัดหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดได้
  5. ระยะเวลารวมทั้งสิ้น: ในคดีที่ไม่มีการคัดค้าน กระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 1.5 – 2.5 เดือน

5 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยซึ่งทำให้คดีล่าช้า

  1. บัญชีเครือญาติตกหล่นหรือไม่ชัดเจน: ไม่ได้ระบุทายาทที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ (เช่น บุตรของพี่น้องที่เสียชีวิตไปก่อน) ทำให้ศาลต้องมีคำสั่งเลื่อนนัดเพื่อเรียกทายาทมาสอบถามเพิ่มเติม
  2. เอกสารทางทะเบียนมีข้อคลาดเคลื่อน: ชื่อ นามสกุล หรือเลขประจำตัวประชาชนในโฉนดที่ดิน ทะเบียนบ้าน หรือสมุดบัญชี สะกดไม่ตรงกันโดยไม่มีหนังสือรับรองบุคคลคนเดียวกันหรือใบเปลี่ยนชื่อมายืนยัน
  3. ขาดหลักฐานการตายของบิดามารดาเจ้ามรดก: เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต บิดามารดาก็ถือเป็นทายาทชั้นเดียวกับบุตร หากบิดามารดาเสียชีวิตไปก่อนแล้ว ต้องมีใบมรณบัตรหรือหนังสือรับรองการตายมาแสดงเสมอ
  4. ยื่นคำร้องผิดเขตศาล: การยื่นคำร้องต้องยื่นต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาก่อนตาย ไม่ใช่ภูมิลำเนาของผู้ร้อง หากยื่นผิดเขตจะต้องถอนคำร้องและเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด
  5. ไม่ได้ขอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด: หลายกรณีเมื่อศาลมีคำสั่งแล้ว ผู้ร้องรีบนำเฉพาะคำสั่งศาลไปยื่นต่อธนาคารหรือสำนักงานที่ดินทันที ซึ่งหน่วยงานจะปฏิเสธการทำนิติกรรมเนื่องจากต้องรอหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดก่อน

หากมีทายาทคัดค้าน กระบวนการจะเป็นอย่างไร

ในกรณีที่ทายาทไม่สามารถตกลงกันได้ มีความระแวงสงสัย หรือเห็นว่าผู้ร้องขาดคุณสมบัติ ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่น คำคัดค้าน ต่อศาลก่อนหรือในวันนัดไต่สวน

เมื่อมีคำคัดค้าน คดีจะเปลี่ยนสถานะจาก “คดีไม่มีข้อพิพาท” เป็น “คดีมีข้อพิพาท” ทันที ศาลจะดำเนินการดังนี้:

  • นัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อให้คู่ความเจรจาตกลงกัน หรือพิจารณาแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วมกัน
  • หากตกลงกันไม่ได้ ศาลจะกำหนดประเด็นข้อพิพาท นัดสืบพยานทั้งสองฝ่าย และมีคำพิพากษาตัดสินตามรูปคดี ซึ่งจะทำให้กระบวนการใช้เวลาเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ การปรึกษาทนายความเพื่อช่วยตรวจสอบสิทธิ รวบรวมข้อเท็จจริง และจัดทำข้อตกลงหรือหนังสือยินยอมของทายาทให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนยื่นฟ้อง จึงเป็นวิธีที่ช่วยลดความขัดแย้ง ประหยัดเวลา และทำให้การจัดการมรดกดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด


ปรึกษาคดีมรดกและการยื่นคำร้องต่อศาล หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดก การรวบรวมเอกสาร หรือต้องการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก สามารถติดต่อสำนักงานทนายความของเราเพื่อรับคำปรึกษาและวางแนวทางดำเนินคดีได้อย่างถูกต้องตามหลักกฎหมาย

📞 โทรปรึกษาโดยตรง: 088-672-5888 · 💬 LINE: smartlawfirm

นัดหมายปรึกษาทนายความเพื่อประเมินรูปคดี →

คำถามที่พบบ่อย

คดีขอตั้งผู้จัดการมรดกใช้เวลานานแค่ไหน
กรณีไม่มีทายาทคัดค้าน โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1.5–2.5 เดือน นับแต่วันยื่นคำร้องจนถึงวันที่ได้รับหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด แต่หากมีผู้คัดค้าน คดีจะกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งต้องสืบพยานและใช้เวลานานขึ้น
ไม่มีพินัยกรรม สามารถร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่
ได้ ทายาทโดยธรรมคนใดคนหนึ่ง หรือผู้มีส่วนได้เสีย สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ หากตกลงกันได้ศาลจะตั้งตามที่ร้องขอ แต่หากตกลงกันไม่ได้ ศาลอาจมีคำสั่งแต่งตั้งร่วมกันหรือเลือกบุคคลที่เหมาะสมตามดุลยพินิจ
บุตรนอกสมรส มีสิทธิในกองมรดกและคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกได้ไหม
บุตรนอกสมรสที่บิดาได้รับรองแล้วโดยพฤติการณ์ (เช่น ให้ใช้นามสกุล ส่งเสียเลี้ยงดู หรือแจ้งชื่อในทะเบียนบ้าน) ถือเป็นทายาทโดยธรรมชั้นผู้สืบสันดาน มีสิทธิรับมรดกและมีสิทธิร้องคัดค้านการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ตามกฎหมาย
ทายาทอยู่ต่างประเทศ ต้องดำเนินการอย่างไร
ทายาทที่อยู่ต่างประเทศสามารถทำหนังสือมอบอำนาจ หนังสือให้ความยินยอม หรือหนังสือสละมรดก โดยต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อจากสถานเอกอัครราชทูตไทย/สถานกงสุลไทย หรือ Notary Public ตามระเบียบก่อนนำมาใช้ในศาล
ทำไมศาลมีคำสั่งแล้ว ธนาคารหรือสำนักงานที่ดินยังไม่ยอมทำนิติกรรมให้
เนื่องจากการทำนิติกรรมของสถาบันการเงินและเจ้าพนักงานที่ดิน ต้องใช้ ‘คำสั่งศาล’ ควบคู่กับ ‘หนังสือรับรองคดีถึงที่สุด’ เสมอ ซึ่งหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดจะออกได้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง
การโอนรถยนต์ หุ้น หรือกองทุนของผู้ตาย ต้องทำอย่างไร
ผู้จัดการมรดกต้องนำคำสั่งศาลพร้อมหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ไปยื่นต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานขนส่ง (สำหรับรถยนต์) หรือศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) และบริษัทหลักทรัพย์/บลจ. (สำหรับหุ้นและกองทุน) เพื่อดำเนินการโอนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียน
หนี้สินของเจ้ามรดก ผู้จัดการมรดกและทายาทต้องรับผิดชอบอย่างไร
ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่นำทรัพย์สินในกองมรดกมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ก่อนแบ่งปันทรัพย์สิน โดยทายาทไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินเกินกว่ามูลค่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับตกทอดมา
หากผู้จัดการมรดกไม่แบ่งทรัพย์สิน หรือเบียดบังเอาทรัพย์มรดกไปเป็นของตนเอง จะทำอย่างไร
ทายาทสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้จัดการมรดก ฟ้องคดีแพ่งเรียกทรัพย์มรดกคืน และดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกได้

ปรึกษาปัญหานี้กับทนายความ →